30 ปีสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

30 ปีสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

นับเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่สงครามเวียดนาม หรือที่มีผู้เรียกกันทั่วไปว่า สงครามอินโดจีน ตามพื้นที่สมรภูมิที่ครอบคลุมทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมิได้ถูกนับรวมเป็นหนึ่งในสมรภูมิรบ แต่การที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดต่อกับทั้ง 3 ประเทศ รวมทั้งรัฐบาลไทยได้ประกาศตัวเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่สมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้นมา ซึ่งรวมไปถึงการยินยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ตั้งฐานทัพและยุโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการสงคราม

สงครามเวียดนาม นับเป็นสงครามครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ไทยได้ส่งกองกำลังพลของตนเข้าไปทำการรบถึงในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม รวมทั้งได้กลายเป็นฐานทัพสำหรับส่งเครื่องบินรบของอเมริกันเข้าไปโจมตีเวียดนามเหนือ การที่สงครามยังได้กระจายครอบคลุมจากเวียดนามเหนือเข้าสู่ลาวตาม “เส้นทางโฮจิมินห์” และภาคตะวันออกของกัมพูชา ทำให้สงครามครั้งนี้นับเป็นสงครามที่สร้างความสูญเสียทั้งในแง่ของชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศในอินโดจีนอย่างมากที่สุด ทหารที่สมัครไปรบในสงครามเวียดนาม และทหารอาสาสมัคร หรือที่เรียกว่า “ทหารรับจ้าง” จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าทหารกองประจำการ รวมทั้งได้รับสวัสดิการต่างๆ ทั้งส่วนตัว และครอบครัว โดยข้อมูลที่สื่อไทยนำเสนอคือ สหรัฐฯ จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้พลทหารถึงเดือนละ 3,000 บาท นายทหารจะได้เดือนละ 10,000 บาท ก่อนเดินทางจะได้รับค่าเครื่องแต่งกายอีกคนละหลายพันบาท ผู้ที่ไปรบ จะได้สิทธิพิเศษ และบำเหน็จบำนาญเช่นเดียวกับทหารผ่านศึกเกาหลีทุกประการ

โดยยังคงมีร่องรอยของสงครามดังกล่าวปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่าผลกระทบที่ได้รับในด้านกายภาพจะถือว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ชีวิตของทหารไทยจำนวนมากที่ต้องสังเวยให้กับการต่อสู้นอกแผ่นดินเกิด สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายในบริเวณที่มีการสร้างฐานทัพ และติดตั้งยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ รวมทั้งความรู้สึกหวาดผวาของชาวบ้านทั้งในบริเวณฐานทัพ และชายแดน ที่ต้องเผชิญกับเครื่องบินและการทิ้งระเบิดไม่เว้นแต่ละวันเป็นเวลานานนับปี ก็เป็นสิ่งที่ทำให้บาดแผลจากสงครามเวียดนามยังคงทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้ในจิตใจของคนไทยจำนวนมากมิได้แตกต่างจากประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านเลย

Comments are currently closed.