การทำสงครามระหว่างไทยกับพม่าในสมัยโบราณ

อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว จะพบว่าไทยกับพม่านั้นต้องทำสงครามกันอยู่หลายครั้ง ทั้งสงครามเล็กๆ และสงครามใหญ่ขนาดชิง บ้านเมืองกันเลยทีเดียว เรามาดูกันดีกว่าว่าการรบสมัยนั้นมีสาเหตุมาจาก อะไร แล้วคนในสมัยก่อยเขารบกันอย่างๆไร

สาเหตุของความขัดแย้งและการรบกันในสมัยก่อนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับในสมัยนี้ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่, การปกครอง และความเป็นอยู่ใน สมัยนั้น
สาเหตุของสงครามในสมัยกรุงศรีอยุธยา
1. ความต้องการพลเมือง
การรบในตอนนั้นไม่ใช่เพราะต้องการดินแดน เพราะแต่ละเมืองทั้งไทยและพม่าต่างก็มีดินแดนกว้างขวาง แต่พม่ากลับขาดพลเมืองที่จะเข้าไปทำกินและสร้างผลิตผลต่างๆ จึงมีการทำสงครามเพื่อกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยใช้งานต่างๆ (อย่างนายขนมต้มและพวกพ้องโดนกวาดต้อนไปอยู่ที่พม่าหลังเสียกรุงไงคะ)
2. การสงครามเป็นกิจแห่งกษัตริย์
ในสมัยนั้นถือว่ากษัตริย์ที่เก่งกาจของพม่า ต้องมีความสามารถในการรบพุ่ง ดังนั้นจึงมีอยู่หลายครั้ง ที่ไทยต้องเจอกับสงครามที่ไร้สาเหตุแห่งความขัดแย้ง แต่ต้องรบเพียงเพราะกษัตริย์ของพม่าต้องการยกทัพมารบก็เท่านั้น
3. อณาจักรล้านนาจุดแข่งขันระหว่างไทยกับพม่า
แม้ว่าอณาจักรล้านนาจะไม่ได้มีข้อขัดแย้งกับไทยโดยตรง แต่หลายครั้งที่การรบของไทยและพม่าเกิดขึ้น เพราะต้องการแย่งชิงอณาจักรล้านนา เหมือนกับอณาจักรนี้เป็นสาวงาม ใครได้มาครอบครองก็ดีใจไป
4. การเมืองที่รุนแรงของพม่า
การเมืองของพม่านั้นรุนแรงและน่ากลัวมาก พอมีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นมา ก็ต้องแสดงความน่ากลัวให้ข้าราชการและเหล่าเมืองขึ้นได้เห็น กรุงศรีอยุธยาก็เป็นด่านทดสอบความ สามารถของกษัตริย์ที่ดีที่สุด ดังนั้นพอพม่าผลัดเปลี่ยนอำนาจเมื่อไหร่ เราก็เตีรยมตั้งทัพรอรับได้เลยเกิดสงครามแน่ๆ

ลักษณะของการรบในสมัยโบราณ แบ่งเป็นหลักใหญ่อยู่ 4 ข้อดังนี้
1. การรบทำได้แต่ในฤดูแล้ง พอถึงหน้าฝนก็หยุดรบ เพราะทหารไม่มีที่ตั้งเพื่อหลบฝน แล้วถ้ามัวไปรบกันเสียต่างคนก็จะไม่มีกำลังคนเอาไว้ทำนา และคงอดตายทั้งสองฝ่ายแหงๆ ดังนั้นแม้ว่าการรบจะยังไม่สิ้นสุด แต่พอฝนตกเมื่อไหร่ก็จะเลิกรบกันก่อน ดังนั้นในสมัยนั้นพอถูกพม่ารุกหนัก กรุงศรีอยุธยาจะกวาดต้อนคนเข้ามาในกำแพงเมือง ตั้งรับทัพอยู่จนถึงหน้าฝนเดี๋ยวพม่าก็ต้องยกทัพกลับไปเอง
2. ทหารในสนามรบแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือทหารราบ ทหารม้า และทหารเรือ (ไม่มีทหารอากาศแน่นอนจ้ะ) อาวุธคู่มือที่ใช้ก็คือดาบ และปืน แต่ทหาร บางพวกก็มีโล่และหอกด้วย ส่วนปืนใหญ่นั้นไม่ได้ร้ายกาจเหมือนสมัยนี้ระยะการยิงก็จำกัด ต่อให้ยิงเข้าไปกลางกองทัพก็ตายแค่ไม่กี่คน การต่อสู้ในสมัยนั้นจึงต้องอาศัยความสามารถในเชิง หมัดมวยของทหารแต่ละนายเป็นสำคัญ ส่วนนายทหาร แม่ทัพก็จะอยู่บนช้างพร้อมอาวุธครบมือ การทำสงครามในสมัยนั้นหากฆ่าแม่ทัพได้ก็ถือว่าจบ เพราะไพร่พลต่างๆก็จะแตกพ่ายไปเอง
3. ก่อนที่จะเข้าสู่สนามรบ แม่ทัพต่างๆต้องแต่งตัวเต็มยศ ถ้าเป็นกษัตริย์ก็ต้องผ่านพิธีกรรมมากมาย ต้องดูฤกษ์มงคล ตัดไม้ข่มนาม ฯลฯ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ไพร่พล และในระหว่างเดินทัพก็ไม่จำเป็นว่าทหารทุกคนต้องเดินตัวตรง เหมือนที่เราเห็นกันในการสวนสนาม ใครจะร้องรำทำเพลงอย่างไรก็ได้ ขอแค่ไม่แตกแถวเป็นพอการสื่อสารระหว่างแม่ทัพและทหารเดินเท้า ทำได้โดยอาศัยทิศทางการโบกของหางนกยูง ซึ่งทหารที่นั่งอยู่บนช้างร่วมกับแม่ทัพจะคอยส่งสัญญาณ ตามที่ได้รับคำสั่ง ว่าจะรุกหรือถอย
4. การป้องกันเมืองนั้นมีหลายวิธี เช่นคอยยิง หรือเอาหอกทิ่มข้าศึก คั่วกรวดทรายให้ร้อน แล้วเทลงไป เคี่ยวน้ำมันให้เดือดแล้วเทราดก็มี (ห้ามเพื่อนๆเอาอย่าง หรือลองทำเป็นอันขาดนะคะ) เครื่องมือป้องกันเมืองที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ “คลอง” กรุงศีรอยุธยารอดจากพม่ามาได้หลายครั้ง ก็เพราะมีคลองล้อมรอบเมือง การจะข้ามครองก็ต้องขนดินมาถมซึ่งจะกลายเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายเราทันที

Comments are currently closed.